Business / SME อ่าน 2 นาที

ตั้งราคาให้มีกำไรจริง — ไม่ใช่แค่แพงกว่าต้นทุน

ขายดีทุกวันแต่รู้สึกเงินไม่พอ? อาจเป็นเพราะราคาที่ตั้งมีช่องโหว่ที่มองไม่เห็น


ทำไมบางคนขายดีมากแต่ยังรู้สึกว่าเงินไม่พอสักที?

ยอดขายดี ลูกค้าชอบ แต่ปลายเดือนเงินสดไม่ตรงกับที่คิด สาเหตุมักไม่ใช่เรื่องขายได้น้อย แต่เพราะราคาไม่ได้คิดจากต้นทุนจริง และต้นทุนจริงมักมีส่วนที่ซ่อนอยู่เสมอ

สถานการณ์จริง

"เจ้าของร้านกาแฟตั้งราคาลาเต้ที่ 65 บาท เพราะเห็นร้านข้างๆ ขาย 60 บาท โดยไม่เคยคำนวณว่าต้นทุนต่อแก้วของตัวเองเท่าไหร่ พอนับรวมค่าเช่าเฉลี่ยต่อแก้ว ค่าแรงบาริสต้า ค่าวัตถุดิบ และค่าเสื่อมอุปกรณ์ ต้นทุนที่แท้จริงอยู่ที่ 58-60 บาท/แก้ว"

วิธีที่คนส่วนใหญ่ตั้งราคากันอยู่

มี 3 แบบที่พบบ่อย: หนึ่ง — ดูว่าคู่แข่งขายเท่าไหร่แล้วตั้งใกล้เคียง สอง — บวกเพิ่มจากต้นทุนที่มองเห็นด้วยตัวเลขกลมๆ เช่น 'บวกเพิ่ม 50%' สาม — ตั้งตามความรู้สึกว่า 'ลูกค้าน่าจะยอมจ่าย' ทั้งสามวิธีไม่ผิดทั้งหมด แต่มีจุดอ่อนร่วมคือไม่ได้คำนึงถึง overhead จริงอย่างครบถ้วน

ต้นทุนที่คนมักลืมนับ

01.

ค่าแรงต่อชิ้น — เวลาเจ้าของถ้าทำเอง เวลาของคุณมีมูลค่า

02.

Overhead ต่อชิ้น — ค่าเช่า ค่าไฟ หารด้วยจำนวนที่ขายได้จริงต่อเดือน

03.

ค่าเสื่อมอุปกรณ์ — เครื่องมือที่ต้องซ่อมหรือเปลี่ยนในอนาคต

04.

ค่า platform — commission Grab/Shopee ที่กินเข้าไปจากราคาขาย

05.

ต้นทุนสินค้าที่เสียหาย — ส่วนที่ขายไม่ได้และต้องทิ้ง

Markup กับ Margin ต่างกันยังไง

Markup คือบวกเพิ่มจากต้นทุน เช่น ต้นทุน 100 บวก 50% = ขาย 150 บาท แต่ Gross Margin ที่แท้จริงคือ 50/150 = 33% และ 33% นั้นยังต้องไปจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องการ Gross Margin อย่างน้อย 40-50% จึงจะมีกันชนเพียงพอ

ราคาที่ดีคือ 'ราคาต่ำที่สุดที่ยังทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้' การรู้ต้นทุนจริงทำให้รู้ว่าจะลดราคาโปรโมชั่นได้แค่ไหนโดยไม่ขาดทุน และสินค้าไหนที่ควรหยุดขายเพราะกำไรน้อยเกินไป

💰

tool ที่ช่วยแก้ปัญหานี้

Pricing Calculator

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ทำงานในเบราว์เซอร์ทั้งหมด

เปิด Pricing Calculator

← ก่อนหน้า

ทำไมร้านของคุณถึงต้องมี SOP — แม้จะมีแค่คนเดียว

ถัดไป →

จุดคุ้มทุนคืออะไร — และทำไมคุณต้องรู้ก่อนเปิดร้าน