Business / SME อ่าน 2 นาที

หยุดเดาว่าต้องสั่งของตอนไหน ด้วยการหาจุดสั่งซื้อ (Reorder Point)

ของขาดก็เสียลูกค้า ของล้นก็เงินจม... เปลี่ยนจากการบริหารสต็อกด้วยความรู้สึก มาใช้ตัวเลขควบคุมกระแสเงินสด


เคยไหม? ของหมดโกดังเสียโอกาสขาย หรือสั่งมาตุนเยอะเกินจนเงินจม

ปัญหานี้มักเกิดจากการบริหารสต็อกด้วย 'ความรู้สึก' หรือรอให้เดินไปเห็นว่าของใกล้หมดแล้วค่อยสั่ง ซึ่งในโลกธุรกิจจริง ความรู้สึกมักจะทำงานช้ากว่าความเป็นจริงเสมอ

วิธีที่คนส่วนใหญ่จัดการสต็อก

วิธีที่ฮิตที่สุดคือ 'กะเอา' หรือสังเกตว่าช่วงนี้อะไรขายดีก็สั่งเข้ามาเยอะๆ ปัญหาคือเรามักจะลืมคำนวณ 'เวลาที่ซัพพลายเออร์ใช้ส่งของ (Lead Time)' ทำให้ของล็อตใหม่มาส่งไม่ทันขาย หรือของเก่าก็ยังระบายไม่หมด

ทำไมการใช้ 'ความรู้สึก' สั่งของถึงอันตราย

01.

สูญเสียรายได้และลูกค้าไปให้คู่แข่งทันทีที่สินค้าตัวท็อปขาดสต็อก (Stockout)

02.

กระแสเงินสด (Cash Flow) จมไปกับกองสินค้าที่ตุนไว้มากเกินความจำเป็น

03.

เปลืองพื้นที่จัดเก็บหลังร้าน และเพิ่มความเสี่ยงที่สินค้าจะเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ

04.

พนักงานต้องคอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วิ่งวุ่นหาซื้อของแพงๆ มาทดแทนเวลาของขาด

ลองคิดภาพตาม

"สมมติคุณใช้เมล็ดกาแฟวันละ 1.5 กก. โรงคั่วใช้เวลาส่งของ 3 วัน... ถ้าคุณรอให้เมล็ดกาแฟเหลือ 1 กก. แล้วค่อยทักไลน์ไปสั่ง ร้านคุณจะไม่มีกาแฟขายไปถึง 2 วันเต็มๆ เพราะของมาส่งไม่ทัน"

การคำนวณจุดสั่งซื้อ (Reorder Point) ช่วยแก้ปัญหานี้ได้แบบ 100% ด้วยสมการง่ายๆ: (ยอดใช้ต่อวัน × จำนวนวันที่รอของ) + สต็อกกันเหนียว คุณจะได้ 'ตัวเลขตายตัว' ที่บอกชัดเจนว่า ของเหลือเท่านี้เมื่อไหร่ ต้องกดสั่งทันที

"ระบบจัดการสต็อกที่ดี ไม่ใช่การมีของล้นโกดัง แต่คือการมีของพร้อมขายในจังหวะที่พอดีเป๊ะ"

ผลพลอยได้ของการมีจุดสั่งซื้อที่ชัดเจน คือคุณสามารถมอบหมาย (Delegate) ให้พนักงานเป็นคนเช็คและกดสั่งของแทนได้เลย โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของร้านมานั่งตัดสินใจกะเกณฑ์เองทุกครั้ง

📦

tool ที่ช่วยแก้ปัญหานี้

Reorder Point

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ทำงานในเบราว์เซอร์ทั้งหมด

เปิด Reorder Point

← ก่อนหน้า

ทำไมการวางแผนรายสัปดาห์ถึงสำคัญกว่า to-do list รายวัน